การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) คืออะไร และพัฒนาได้อย่างไร (ในการทำงาน)
การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) คืออะไร และพัฒนาได้อย่างไร (ในการทำงาน)
เราใช้ “การสื่อสาร” กันแทบตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะคุยกับหัวหน้า ประสานงานกับเพื่อนร่วมงาน มอบหมายงานให้กับทีม ประชุมกับลูกค้า หรือแม้แต่ส่งข้อความสั้นๆ ใน Line
แต่เคยไหมคะ... เราคิดว่าเราพูดชัดแล้ว แต่คนฟังกลับเข้าใจไปอีกแบบ
นี่เป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะการสื่อสารที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียง “พูดเก่ง” หรือ “พูดครบ” แต่คือ การทำอย่างไรให้สิ่งที่เราต้องการจะสื่อ กับสิ่งที่อีกฝ่ายเข้าใจ ใกล้เคียงกันมากที่สุด
การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) จึงเป็นการสื่อสารที่ช่วยให้เราเข้าใจกัน ทั้งข้อมูล ความคิด ความรู้สึก และความต้องการ โดยอาศัยทั้ง การฟัง การตั้งคำถาม การเลือกใช้คำพูด น้ำเสียง ภาษากาย การตรวจสอบความเข้าใจ และการให้ Feedback
เมื่อเราสื่อสารกันได้ดีขึ้น ผลที่ตามมา คือ การทำงานร่วมกันก็มักจะดีขึ้นค่ะ ทั้งการประสานงาน ความสัมพันธ์ ความร่วมมือ และผลลัพธ์ของทีม
ทำไมการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพจึงสำคัญต่อการทำงาน
จากประสบการณ์ในการทำงานและการเป็นวิทยากร สิ่งหนึ่งที่พบอยู่เสมอ คือ หลายครั้งปัญหาในการทำงานไม่ได้เกิดจากคนไม่เก่งค่ะ
แต่มักเกิดจาก เข้าใจกันคนละอย่าง เช่น
- หัวหน้าคิดว่าบอกชัดแล้ว แต่ลูกน้องเข้าใจอีกแบบ
- เพื่อนร่วมงานคิดว่าอีกฝ่ายรู้อยู่แล้ว จึงไม่ได้บอก
- บางคนไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าถาม
- บางคนมีความคิดเห็นดี ๆ แต่เลือกที่จะไม่พูด
เรื่องเล็กๆ เหล่านี้ มักนำไปสู่ความผิดพลาดในงาน และสุดท้ายนำไปสู่ความไม่เข้าใจกันและความขัดแย้งได้ค่ะ
การพัฒนาทักษะการสื่อสาร จะช่วยให้เรา
- ส่งต่อข้อมูล และความต้องการได้ชัดเจนขึ้น
- เข้าใจความคิด และมุมมองของผู้อื่นมากขึ้น
- ลดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และความผิดพลาดในงาน
- กล้าถามเมื่อไม่เข้าใจ และสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างเหมาะสม
- ลดความขัดแย้งที่เกิดจากความเข้าใจไม่ตรงกัน
- เพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีและความร่วมมือในทีม
ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการสื่อสาร ไม่ใช่การพิสูจน์ว่า “ใครเป็นคนถูก” แต่คือการ “เข้าใจกัน และทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น” ค่ะ
การสื่อสารที่ดี ไม่ได้มีแค่ผู้ส่งสารเป็นคนพูด
บางครั้งเราพูดจบแล้ว และรู้สึกว่า “บอกไปแล้วนะ”
แต่คำถามที่สำคัญกว่าอาจเป็น “แล้วเขาเข้าใจตรงที่เราตั้งใจจะบอกหรือเปล่า?”
การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพจึงควรเป็น Two-way Communication หรือ การสื่อสารสองทาง โดย
ผู้ส่งสาร → ข้อมูล → ผู้รับสาร → Feedback → ตรวจสอบความเข้าใจ
ผู้รับสารควรมีโอกาสถาม แสดงความคิดเห็น หรือสะท้อนสิ่งที่ตนเองเข้าใจ และผู้ส่งสารเองก็ควรเปิดพื้นที่รับฟัง Feedback เช่นกันค่ะ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญในการทำงาน
ลองเปลี่ยนจากการถามว่า “เข้าใจไหม?” เป็น “จากที่เราคุยกัน จะเริ่มต้นทำอะไรก่อน?”
คำถามเล็ก ๆ แบบนี้ ช่วยให้รู้ว่าความเข้าใจของผู้ฟังเป็นอย่างไร และช่วยลดความคลาดเคลื่อนได้มากกว่าที่คิดค่ะ
8 ทักษะสำคัญของการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ
1. ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อรีบตอบ
การสื่อสารที่ดีอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการพูด แต่เริ่มจาก “การฟัง”
เวลาที่อีกฝ่ายกำลังพูด ลองสังเกตตัวเองดูนะคะว่า เรากำลังฟังเขาจริง ๆ หรือในใจกำลังคิดอยู่ว่า “เดี๋ยวฉันจะตอบอะไร”
การฟังอย่างเข้าใจ คือ การให้พื้นที่กับผู้พูด ฟังให้จบ โดยไม่รีบตัดสิน ให้คำแนะนำ หรือสรุปแทนเขา
เมื่อเราฟังดีขึ้น เรามักจะได้ยินมากกว่าคำพูดค่ะ เราจะเริ่มเข้าใจทั้งความคิด ความรู้สึก และสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจริง ๆ
และอีกสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ เขาจะรู้สึกว่า “มีคนฟังเขาจริง ๆ” เขาจะเปิดใจที่จะพูดคุยและร่วมมือกับเรามากขึ้นค่ะ
หากสนใจเรื่องนี้ สามารถอ่านต่อได้ที่ การฟังอย่างเข้าใจ (Empathic Listening) และ 6 เทคนิคการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)
2. ให้คำพูด น้ำเสียง และภาษากายไปด้วยกัน
เคยไหมคะ...ได้ยินคนพูดว่า “ไม่ได้โกรธ” แต่พอฟังน้ำเสียงและเห็นสีหน้าแล้ว เรากลับรู้สึกว่า “ไม่น่าจะใช่นะ” เพราะเวลาสื่อสาร เราไม่ได้รับข้อมูลจาก “คำพูด” เพียงอย่างเดียว แต่ยังรับรู้ผ่าน น้ำเสียง สีหน้า แววตา ท่าทาง และภาษากาย ของอีกฝ่ายด้วย
หนึ่งในแนวคิดที่เป็นที่รู้จักกันมาก คือแนวคิด 7–38–55 ของ Albert Mehrabian ซึ่งมักถูกนำมาใช้อธิบายเรื่องการสื่อสาร โดยแบ่งเป็น
- 7% Verbal — คำพูด
- 38% Vocal — น้ำเสียง
- 55% Visual — สีหน้าและภาษากาย
ตัวเลข 7–38–55 นี้ ไม่ได้หมายความว่าในการสื่อสารทั่วไป “คำพูดสำคัญเพียง 7%” แต่มีที่มาจากงานศึกษาการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกและทัศนคติ โดยเฉพาะเมื่อคำพูดกับสิ่งที่ไม่ใช่คำพูดไม่สอดคล้องกัน
ในการทำงาน “คำพูด” กับ “น้ำเสียง และภาษากาย” ควรไปในทิศทางเดียวกัน เช่น หากเรากำลังชมลูกน้องว่า “งานนี้ทำได้ดีมาก” แต่พูดโดยไม่มองหน้า น้ำเสียงเรียบ และรีบเดินจากไป ลูกน้องอาจไม่รู้สึกว่าได้รับคำชมจริงๆ แต่หากเราปรับเปลี่ยนเป็นมองเขาอย่างตั้งใจ ส่งยิ้ม พร้อมคำพูดนั้น จะช่วยให้เราส่งคำชมถึงเขาจริงๆ และเขารับรู้ได้ว่าเราชมจากใจ
ดังนั้นก่อนสื่อสารเรื่องสำคัญ ลองสังเกตตัวเองง่ายๆ 3 อย่าง
Verbal — เราพูดอะไร
Vocal — เราพูดด้วยน้ำเสียงอย่างไร
Visual — สีหน้าและภาษากายของเราสื่ออะไร
เมื่อทั้งสามส่วนสอดคล้องกัน สิ่งที่เราต้องการสื่อก็มีโอกาสเข้าใจถูกมากขึ้นค่ะ
3. เปิดใจว่า “เราอาจมองไม่เหมือนกัน”
คนแต่ละคนมีประสบการณ์ ความคิด บุคลิกภาพ และวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน
ความคิดเห็นที่ไม่เหมือนเรา ไม่ได้แปลว่าอีกฝ่าย “ผิด” เสมอไปค่ะ
ลองเปลี่ยนจากความคิดว่า “ทำไมเขาคิดแบบนั้น?”
เป็น “อะไรทำให้เขามองเรื่องนี้แบบนั้นนะ?”
คำถามนี้ช่วยเปลี่ยนเราจากการตัดสิน ไปสู่ความอยากเข้าใจ (Curiosity)
และเมื่อเราเข้าใจกันมากขึ้น การทำงานร่วมกันก็มักราบรื่นขึ้นเช่นกันค่ะ
4. ถามเมื่อไม่แน่ใจ และทวนเมื่อเรื่องนั้นสำคัญ
เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกอย่างทั้งหมดตั้งแต่ครั้งแรกที่ฟังค่ะ ถ้าไม่แน่ใจ...ถามได้ โดยใช้คำถามปลายเปิด เช่น “คุณมองเรื่องนี้อย่างไร?” “ในเรื่องนี้ อะไรคือสิ่งที่กังวลที่สุด?” จะช่วยให้เราเข้าใจความคิดของอีกฝ่ายมากขึ้นค่ะ
ส่วนคำถามปลายปิด เช่น “ต้องการข้อมูลนี้ภายในวันศุกร์ ใช่ไหมคะ?” ช่วยยืนยันรายละเอียดที่สำคัญ
และอีกเทคนิคหนึ่งที่ชอบมากในการทำงาน คือ การทวนความเข้าใจ (Paraphrasing) เช่น “ถ้าเข้าใจถูกต้อง สิ่งที่ต้องการ คือ... ใช่ไหมคะ?”
อย่ากลัวว่าการถามซ้ำจะทำให้ดูไม่เก่ง ไม่ฉลาด เพราะหลายครั้ง การถามให้ชัดตั้งแต่ต้น ง่ายกว่าการกลับมาแก้งาน เพราะเข้าใจไม่ตรงกัน แถมได้ความหงุดหงิดกันทั้งสองฝ่ายค่ะ
5. สร้างพื้นที่ที่ทำให้คน “กล้าพูด”
ลองนึกถึงทีมที่พนักงานเห็นปัญหา แต่ไม่กล้าบอกหัวหน้า หรือไม่เข้าใจงาน แต่ไม่กล้าถาม ต่อให้ทุกคนมี Communication Skills ดีแค่ไหน การสื่อสารก็คงเกิดขึ้นได้ยาก หากบรรยากาศรอบตัวทำให้รู้สึกว่า “พูดไปก็ไม่ปลอดภัย” หรือ “พูดไปแล้วจะถูกมองไม่ดี”
การสร้างบรรยากาศที่มีความปลอดภัยทางใจ (Psychological Safety) คือ การทำให้อีกฝ่ายรู้ว่า “คุณสามารถพูดกับฉันได้ ฉันพร้อมที่จะฟัง” สามารถเริ่มง่าย ๆ จากการฟังโดยไม่รีบตำหนิ ไม่พูดแทรก หรือตัดบท เปิดโอกาสให้ถาม และขอบคุณเมื่อใครสักคนกล้าเสนอความคิดเห็นที่แตกต่าง
6. พูดให้ชัด แต่ไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ
ก่อนที่จะพูด ลองถามตัวเองสั้น ๆ ว่า “หลังจากคุยครั้งนี้ เราอยากให้อีกฝ่ายเข้าใจ หรือทำอะไร?”
คำถามนี้จะช่วยให้เราเลือกสิ่งที่จำเป็นที่ต้องพูดได้ง่ายขึ้น
โดยเฉพาะเวลามอบหมายงาน ควรทำให้อีกฝ่ายเข้าใจว่า
ต้องทำอะไร → ผลลัพธ์ที่ต้องการคืออะไร → ต้องการเมื่อไร → มีอะไรที่ต้องระมัดระวัง
การสื่อสารที่ชัดเจนไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดซับซ้อน เพียงแค่สื่อสารครบในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้นค่ะ
7. ให้เกียรติกัน แม้ในวันที่เราเห็นต่าง
การสื่อสารที่ดีไม่ได้หมายความว่าเราต้องเห็นด้วยกับทุกคนค่ะ เราสามารถเห็นต่าง ปฏิเสธ หรือให้ Feedback ได้ โดยยังคงให้เกียรติอีกฝ่าย
เริ่มการให้เกียรติง่ายๆ ด้วยการฟังให้จบ ไม่เล่นโทรศัพท์ระหว่างคุย ไม่ประชด ไม่ใช้คำพูดโจมตีตัวบุคคล และพยายามเข้าใจเหตุผลของอีกฝ่ายค่ะ เพราะหลายครั้งคนอาจจำไม่ได้ทั้งหมดว่าเราพูดอะไร แต่เขาจำได้ว่า “ตอนที่คุยกับเรา เขารู้สึกอย่างไร”
8. Feedback เพื่อช่วยกันเติบโต
Feedback ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่ใครทำผิด เราสามารถ Feedback เพื่อบอกว่า
“สิ่งนี้คุณทำได้ดีนะ อยากให้ทำต่อ” หรือ “ถ้าปรับตรงนี้อีกนิด ผลลัพธ์น่าจะดีขึ้น”
Feedback ที่สร้างสรรค์ควรพูดถึง พฤติกรรมหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าตัดสินตัวบุคคล และควรช่วยให้อีกฝ่ายมองเห็นว่าเขาสามารถปรับ หรือทำอะไรต่อได้
สำหรับหัวหน้างาน ทักษะนี้สำคัญมาก เพราะ Feedback ที่ดีไม่ได้มีเป้าหมายเพียง “แก้งาน”
แต่ช่วย พัฒนาคน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ การให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์ด้วย STAR Model และ การให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์แบบโค้ช
อะไรทำให้เราสื่อสารกันแล้วยังไม่เข้าใจกัน?
บ่อยครั้งไม่ใช่เพราะใครตั้งใจที่จะสื่อสารไม่ดี แต่เป็นเพราะมี “บางอย่าง” เป็นตัวขัดขวางระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง เช่น
- รีบสรุปก่อนที่จะฟังข้อมูลทั้งหมด
- ฟังเพื่อเตรียมตอบ มากกว่าฟังเพื่อเข้าใจ
- คิดว่าอีกฝ่าย “น่าจะรู้อยู่แล้ว”
- ไม่กล้าถามเมื่อไม่เข้าใจ
- มีอารมณ์ที่ส่งผลต่อการตีความ
- ประสบการณ์ในอดีตที่ต่างกัน ทำให้ตีความสิ่งเดียวกันแตกต่างกัน
- ใช้วิธีสื่อสารแบบเดียวกับทุกคน
ดังนั้น เวลาสื่อสารแล้วไม่เข้าใจกัน ก่อนที่จะถามว่า
“ทำไมเขาไม่เข้าใจ?”
ให้ถามตัวเองอีกคำถามว่า
“เราสามารถปรับอะไรในการสื่อสารได้บ้าง เพื่อให้เขาเข้าใจตรงกับเรา?”
อ่านเพิ่มเติมเรื่อง อุปสรรคในการสื่อสาร: การตัดสินและตีความ
อยากสื่อสารให้ดีขึ้น ต้องเริ่มจากอะไร?
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองทั้งหมดในวันเดียวค่ะ
ลองเริ่มจากเรื่องเล็กๆ 5 ข้อนี้
1. ฟังให้จบก่อนตอบ
ลองฟังอีกฝ่ายเพิ่มขึ้น ก่อนที่จะรีบแสดงความคิดเห็น
2. รู้ก่อนว่าเราต้องการสื่ออะไร
ก่อนคุยเรื่องสำคัญ ลองถามตัวเองว่า “เราอยากได้ผลลัพธ์อะไรจากการคุยครั้งนี้?”
3. พูดให้ชัดและตรงประเด็น
เลือกเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น และบอกสิ่งที่ต้องการให้ชัดเจน
4. ถามและทวนความเข้าใจ
โดยเฉพาะเรื่องสำคัญ อย่าคิดแทนว่าอีกฝ่ายเข้าใจแล้ว
5. ดูผลลัพธ์แล้วค่อยปรับ
ถ้าวิธีที่ใช้อยู่ อีกฝ่ายยังไม่เข้าใจ ลองเปลี่ยนน้ำเสียง วิธีอธิบาย หรือวิธีเข้าหาอีกฝ่ายดูนะคะ
สุดท้าย ลองถามตัวเองดูนะคะว่า “จาก 8 ทักษะข้างต้น เรื่องไหนที่ถ้าเราทำได้ดีขึ้นสัก 10% จะส่งผลต่อผลลัพธ์ในงานและความสัมพันธ์ที่ดีมากที่สุด?”
ชวนเลือกสัก 1 เรื่อง แล้วลองฝึกอย่างตั้งใจในช่วง 1–2 สัปดาห์ค่ะ
การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่ทำอย่างต่อเนื่อง มักสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่าและยั่งยืนกว่าการพยายามเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการอบรมด้านการสื่อสารในองค์กร
จากประสบการณ์ในการเป็นวิทยากรและโค้ชให้กับพนักงาน หัวหน้างาน และผู้บริหารในหลากหลายองค์กร สิ่งหนึ่งที่พบอยู่เสมอคือ คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาเพราะ “สื่อสารไม่เป็น” แต่ความท้าทายมักอยู่ที่การฟังและตีความไม่ตรงกัน การส่งต่อข้อมูลไม่ครบ ไม่กล้าถามเมื่อไม่เข้าใจ ไม่กล้าเสนอความคิดเห็น หรือใช้วิธีสื่อสารแบบเดียวกับทุกคน
บ่อยครั้งที่ผู้เรียนได้กลับมาสังเกตวิธีการสื่อสารของตนเอง และเริ่มเห็นว่า
“ปัญหาเกิดจากตัวเรา รู้ว่าจะเริ่มต้นเปลี่ยนวิธีที่สื่อสารอย่างไร เพื่อให้เข้าใจตรงกัน”
ดังนั้นในการพัฒนาทักษะการสื่อสาร จึงให้ความสำคัญกับทั้ง การตระหนักรู้ตนเอง การฟังเพื่อเข้าใจ การตั้งคำถาม การสื่อสารอย่างชัดเจน และการปรับวิธีสื่อสารให้เหมาะกับคนและสถานการณ์ เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่เพียง “พูดได้ดีขึ้น” แต่คือ เข้าใจกันมากขึ้น ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น และช่วยกันสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
อ่านต่อเรื่องการสื่อสาร
หากอยากพัฒนาทักษะในแต่ละด้านให้ลึกขึ้น สามารถอ่านต่อได้ที่
- การฟังอย่างเข้าใจ (Empathic Listening)
- 6 เทคนิคการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)
- อุปสรรคในการสื่อสาร: การตัดสินและตีความ
- ทักษะการสื่อสารเชิงบวก (Positive Communication)
- การให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์ด้วย STAR Model
- การให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์แบบโค้ช
หลักสูตรการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับองค์กร
สำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาทักษะการสื่อสารของพนักงาน หัวหน้างาน หรือผู้บริหาร Work With Passion Training ให้บริการหลักสูตร การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) ในรูปแบบ In-house Training
เนื้อหา Workshop และกิจกรรมสามารถปรับให้เหมาะกับกลุ่มผู้เรียน วัตถุประสงค์ ปัญหาด้านการสื่อสาร และบริบทของแต่ละองค์กร เพื่อให้ผู้เรียนไม่ได้เพียง “เข้าใจเรื่องการสื่อสาร” แต่สามารถนำกลับไปใช้กับสถานการณ์จริงในการทำงานได้
ดูรายละเอียด หลักสูตร Effective Communication
ตัวอย่างผลงานอบรมด้านการสื่อสาร
ตัวอย่างองค์กรที่ Work With Passion Training ได้มีโอกาสร่วมพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร ได้แก่
- Thai Yamaha Motor – Effective Communication สำหรับหัวหน้างาน
- บริษัท เบียร์โค เทรนนิ่ง จำกัด (Chang) – การสื่อสารบนความหลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพ
- Siam Kubota – Effective Communication
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Effective Communication
การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพคืออะไร?
การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การสื่อสารที่ช่วยให้ผู้พูดและผู้ฟังเกิดความเข้าใจที่ตรงกันมากที่สุด ไม่ใช่เพียงส่งข้อมูลออกไป แต่รวมถึงการรับฟัง ถาม ทวน และเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตอบกลับ เพื่อให้การสื่อสารนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ
ทักษะการสื่อสารที่ดีมีอะไรบ้าง?
ทักษะสำคัญ เช่น การฟังอย่างเข้าใจ การใช้คำพูด น้ำเสียงและภาษากายอย่างเหมาะสม การเปิดใจ การตั้งคำถาม การตรวจสอบความเข้าใจ การสื่อสารอย่างชัดเจน การให้เกียรติคู่สนทนา และการให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์
ทำไม Effective Communication จึงสำคัญต่อการทำงาน?
เพราะแทบทุกขั้นตอนในการทำงานต้องอาศัยการสื่อสาร ตั้งแต่การประสานงาน มอบหมายงาน ประชุม แก้ปัญหา ไปจนถึงการทำงานร่วมกัน การสื่อสารที่ดีช่วยลดความเข้าใจผิด และทำให้คนสามารถทำงานร่วมกันได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หัวหน้างานควรพัฒนาทักษะการสื่อสารอะไร?
นอกจากการพูดและมอบหมายงานให้ชัดเจนแล้ว หัวหน้างานควรฝึกการฟัง การตั้งคำถาม การให้ Feedback การปรับวิธีสื่อสารให้เหมาะกับคนที่แตกต่าง และการสร้างพื้นที่ให้ทีมกล้าพูด กล้าถาม และกล้าเสนอความคิดเห็น
องค์กรจะพัฒนาทักษะการสื่อสารของพนักงานได้อย่างไร?
อาจเริ่มจากการสังเกต หรือสำรวจก่อนว่า ปัญหาการสื่อสารที่เกิดขึ้นจริงในองค์กรคืออะไร จากนั้นจึงเลือกพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้อง และเปิดโอกาสให้พนักงานได้ฝึกจากสถานการณ์จริง ผ่าน Workshop, Roleplay และ Feedback เพื่อให้สามารถนำสิ่งที่เรียนรู้กลับไปใช้ในการทำงานได้จริง
เกี่ยวกับผู้เขียน
ภญ.ธันยพร จารุไพศาล (อ.ก้อย)
Performance Coach & Trainer
ICF Professional Certified Coach (PCC)
วิทยากรและโค้ชด้านการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน มีประสบการณ์ด้านการบริหารและการทำงานในองค์กรกว่า 12 ปี และมีประสบการณ์ในการพัฒนาบุคลากรด้าน Communication, Leadership, Coaching, Growth Mindset, Emotional Intelligence และ Team Development
อ่านประวัติวิทยากร
อยากพัฒนาการสื่อสารของคนในองค์กร?
แต่ละองค์กรมีความท้าทายในการสื่อสารไม่เหมือนกันค่ะ บางทีมต้องการลดความผิดพลาดในการส่งต่องาน บางทีมอยากให้พนักงานกล้าพูดและกล้าถามมากขึ้น ขณะที่หัวหน้างานอาจต้องการพัฒนาการฟัง การ Feedback หรือการสื่อสารกับคนที่บุคลิกแตกต่างกัน gen แตกต่างกัน
หากกำลังมองหาแนวทางพัฒนาทักษะเหล่านี้ สามารถปรึกษา Work With Passion Training เพื่อช่วยกันมองโจทย์ และออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับคนและบริบทขององค์กรได้ค่ะ
สอบถามรายละเอียด / ขอ Proposal หลักสูตร Effective Communication
(Performance Coach and Trainer)
E-mail: tunyaponj@gmail.com
line ID: koytunyapon
Tel: 082-415-1462
หรือกรอกแบบฟอร์มด้านล่างค่ะ
-
เทคนิคการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี (Building Rapport) การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีสำคัญอย่างไร โดยทั่วไปแล้ว หากเรารู้สึกดีกับใครแล้ว เราย่อมอยากช่วยเหลือหรือสนับสนุนเขา เช่นกันกับการที่...
-
การฟังอย่างเข้าใจ (Empathic Listening) และประโยชน์ของการฟังอย่างเข้าใจ บทความนี้ ก้อยจะมาแบ่งปันเรื่องของการฟังอย่างเข้าใจอย่างง่ายๆ และประโยชน์ของการฟังอย่างเข้าใจ จากประสบการณ์ก...
-
ระดับของการฟัง และประโยชน์ของการฟัง ในชีวิตประจำวันของเรา เราเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟัง แล้วเราเป็นผู้ฟังที่ดีจริงๆ หรือเปล่า วันนี้เรามาทำความเข้าใจกับระดับของการฟังอย่างง่ายๆ กันค่...
-
6 เทคนิคการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) การฟังเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากของการสื่อสาร หากเราฟังได้อย่างลึกซึ้งจะช่วยให้เข้าใจในสิ่งที่ผู้พูดอยากจะสื่ออย่างแท้จริง และทำให้ความสัมพ...
-
เทคนิคการสื่อสารเพื่อการทำงานแบบ Work From Home (WFH)ในช่วงที่ลดการทำงานที่ออฟฟิศ แล้วทำงานที่บ้าน หรือ work from home (WFH) มากขึ้น การสื่อสารระหว่างทีมงานเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพ...
-
อุปสรรคในการสื่อสาร การตัดสินตีความ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นได้ หากเราสื่อสารกันอย่างเข้าใจ ทั้งเข้าใจในสารที่สื่อและเข้าใจในตัวบุคคลที่เราสื่อสารด้วย แล้วอะไรบ้างที่...
-
ทักษะการสื่อสารเชิงบวก(Positive Communication) การสื่อสารเป็นทักษะที่เราใช้ตลอดเวลาเลยค่ะ ไม่ว่าจะในการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว การสื่อสารจะมี 2 ด้านที่สำคัญ คือ การฟัง และการพูด ก...
-
การชมลูกน้อง ในการทำงาน หัวหน้าที่เก่งจะสามารถพัฒนาทีมงานให้มีความสามารถมากขึ้นด้วยการสื่อสาร 2 แบบค่ะ คือ การชม เมื่อลูกน้องทำในสิ่งที่ดี หรือมีพฤติกรรมที่ดี เช่น ลูกน้องเสนอวิธ...
-
การให้ฟีดแบคอย่างสร้างสรรค์ด้วย STAR Model โดย ภญ.ธันยพร จารุไพศาล ช่วงที่ผ่านมา คำถามที่หัวหน้างานถามบ่อยเวลาที่ไปสอนหลักสูตรการสื่อสาร คือ “จะให้ฟีดแบคอย่างไรจึงจะทำให้ผู้รับฟีด...
-
การให้ฟีดแบคอย่างสร้างสรรค์แบบโค้ช วันนี้จะมาแบ่งปันเรื่องการให้ฟีดแบคอย่างสร้างสรรค์ค่ะ ให้ฟีดแบคอย่างไรเป็นการให้ฟีดแบคอย่างสร้างสรรค์ ที่คนรับฟีดแบคไม่รู้สึกว่าถูกตำหนิ และเขา...
-
ทัศนคติที่สำคัญต่อการนำเสนอ ในการทำงาน ทักษะการนำเสนอเป็นทักษะหนึ่งที่ใช้บ่อย ไม่ว่าจะนำเสนอให้กับระดับที่สูงกว่า (หัวหน้า ผู้จัดการ ผู้บริหาร) หรือระดับต่ำกว่า (ลูกน้อง/พนักงาน...
-
การเตรียมการนำเสนอ ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ในการนำเสนอ คือ คนฟังจับประเด็นไม่ได้ เนื้อหาเยอะเกิน ไม่รู้ว่าผู้พูดต้องการจะบอกอะไร ส่วนคนนำเสนอ เตรียมการนำเสนอจนนาทีสุดท้าย ไม่มีเวลาทบ...
-
การถ่ายทอดในการนำเสนออย่างมืออาชีพ การนำเสนออย่างมืออาชีพ คือ การนำเสนอที่ผู้นำเสนอสื่อสารได้กระชับ น่าสนใจ และเป็นประโยชน์สำหรับผู้ฟัง ทำให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อหาและความต้องการขอ...













