การให้ฟีดแบคอย่างสร้างสรรค์แบบโค้ช

การให้ฟีดแบคอย่างสร้างสรรค์แบบโค้ช

     วันนี้จะมาแบ่งปันเรื่องการให้ฟีดแบคอย่างสร้างสรรค์ค่ะ ให้ฟีดแบคอย่างไรเป็นการให้ฟีดแบคอย่างสร้างสรรค์ ที่คนรับฟีดแบคไม่รู้สึกว่าถูกตำหนิ และเขาอยากพัฒนาหรืออยากปรับปรุงในสิ่งที่เราให้ฟีดแบค

การให้ฟีดแบคควรทำเมื่อไร 

  • เมื่อเราเห็นทีมงานเราทำพฤติกรรมบางอย่างที่อยากให้พัฒนา หรือยังทำได้ไม่ตรงตามเกณฑ์หรือที่ควรจะเป็น
  • หลังทีมงานทำพฤติกรรมดังกล่าวไม่นาน เช่น ภายใน 1-2 วัน ถ้านานเกิน เช่น หลายสัปดาห์ คนรับฟีดแบคอาจจำไม่ได้แล้วว่าเคยทำพฤติกรรมนั้น ถ้าปัจจุบันไม่ได้ทำพฤติกรรมนั้นแล้ว 

การให้ฟีดแบคอย่างสร้างสรรค์นั้นสำคัญอย่างไร 

     ช่วยให้ผู้รับฟีดแบครู้ว่าตนเองควรพัฒนาในจุดไหน ซึ่งคนรับฟีดแบคอาจไม่เคยรู้มาก่อน หรือรู้แต่ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญ หรืออาจไม่รู้ว่าควรปรับให้ดีขึ้นอย่างไร หากมีคนช่วยให้ฟีดแบคก็จะเสมือนมีกระจกที่ช่วยสะท้อนให้ผู้รับฟีดแบคเห็นตนเองชัดขึ้น พัฒนาตนเอง และเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น ถ้าการให้ฟีดแบคมีประโยชน์ ทำไมเราถึงไม่ทำกันนะ หรือถ้าทำ ทำไมไม่เห็นจะเวิร์คตามที่ตั้งใจล่ะ

ปัญหาของผู้ให้ฟีดแบค คือ

  1. ไม่รู้จะพูดยังไงดี กลัวพูดแล้วแรงไป ทำให้พูดไม่ตรงประเด็น หรือไม่กระชับ ทำให้คนรับฟีดแบคไม่เข้าใจความต้องการของคนให้ฟีดแบค คนรับฟีดแบคจึงไม่เปลี่ยนแปลงหลังรับฟีดแบค
  2. มีแต่พูดถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะ แต่ไม่ได้ให้คำแนะนำในการปรับปรุง และหากคนรับฟีดแบคไม่รู้วิธีการว่าจะปรับอย่างไร เขาก็จะไม่ปรับเปลี่ยนเช่นกันค่ะ
  3. ให้ฟีดแบคตอนที่หงุดหงิด หรือมีอารมณ์โกรธ ไม่พอใจ ทำให้คนรับฟีดแบครู้สึกว่าถูกต่อว่าอยู่ ทำให้คนรับฟีดแบคไม่เปิดใจรับฟัง

เราจะเริ่มให้ฟีดแบคอย่างสร้างสรรค์อย่างไร

  1. เริ่มให้จากใจที่ปรารถนาดีก่อน คนเรามักทำสิ่งต่างๆ อย่างดีที่สุดเท่าที่มีความรู้ ความสามารถ และจากประสบการณ์ที่มี หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น หรือเขาทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อยากชวนคิดเผื่อว่าเขาอาจไม่ตั้งใจ ไม่รู้ผลกระทบหรือความสำคัญของเรื่องนั้นๆ หรือเขาอาจทำไม่เป็น ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราสอนก็ได้ (หากเราสอนแบบ one way บอกอย่างเดียว ให้เขาได้มีส่วนร่วมในการสื่อสารน้อย) จึงชวนให้เริ่มต้นด้วยใจของเราที่อยากช่วยให้ผู้รับฟีดแบคเก่งขึ้น มีความสามารถมากขึ้น ทำงานได้ดีขึ้นก่อน หรือใจที่ปรารถนาดีนั่นเองค่ะ
  2. เตรียมคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในเรื่องนั้นๆ ในการให้ฟีดแบคควรมีคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงที่คนรับฟีดแบคสามารถนำไปปรับปรุงได้ทันที เช่น หากจะให้ฟีดแบคให้ลูกน้องปรับปรุงงาน ไม่ทำงานผิดพลาด ต้องให้เขารู้ว่าที่ผิดพลาดคือตรงจุดไหน และที่ถูกคือเป็นอย่างไร มิฉะนั้นเขาจะไม่รู้ว่าต้องแก้ไขอย่างไร หรือแก้ไม่ครบ 
  3. ใช้ทักษะการให้ฟีดแบคอย่างสร้างสรรค์แบบโค้ช คือ ใช้คำถามร่วมด้วยกับการบอก เพื่อเข้าใจผู้รับฟีดแบคได้เปิดโอกาสแชร์มุมมองของเขา และเกิด commitment จากการตอบของตนเอง

 

การให้ฟีดแบคอย่างสร้างสรรค์แบบโค้ช

 

  • Situation บอกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 
  • Impact บอกผลกระทบที่เกิดขึ้น
  • Open ถามผู้รับฟีดแบคว่า ได้ยินแล้วคิดอย่างไร หรือ พอจะเล่าให้พี่ฟังได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น / เกิดจากอะไร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รับฟีดแบคได้เล่าสาเหตุ และถามผู้รับฟีดแบคว่า จะแก้ไข หรือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอย่างไร เพื่อให้ผู้รับฟีดแบคแชร์ไอเดียของเขาที่เขาอยากปรับปรุงด้วยตนเอง
  • Solution ผู้ให้ฟีดแบคอาจบอกเสริมวิธีการที่อยากแนะนำ และชวนผู้รับฟีดแบคแชร์ว่าคิดว่าอย่างไร เพื่อเปิดโอกาสให้เขาแชร์ว่าเขาอยากทำวิธีนี้ไหม เหมาะกับเขา หรือเขาทำได้ไหม เป็นต้น
  • Summary ให้ผู้รับฟีดแบคสรุปสิ่งที่จะไปปรับให้ดีขึ้น

 

ตัวอย่างการให้ฟีดแบคอย่างสร้างสรรค์แบบโค้ช

หัวหน้า : พี่เห็นน้อง เข้างานสาย 3 วันติดกันแล้วในสัปดาห์นี้ ทำให้เพื่อนอีกคนต้องเปิดร้านคนเดียว และดูแลลูกค้าไม่ทัน กระทบกับยอดขายร้าน พอจะเล่าให้พี่ฟังได้ไหมว่าอะไรทำให้เรามาสายขึ้น 

ลูกน้อง : พอดีช่วงนี้แฟนหนูไม่ได้ไปส่งลูก หนูต้องไปส่งลูกเองเลยมาสายค่ะ 

หัวหน้า : พี่ชื่นชมในความรักและความรับผิดชอบในการดูแลลูกนะ แล้วเราคิดว่าจะทำอย่างไร จึงจะมาทันเวลาเปิดร้าน ตามกะเข้างานของเรา

ลูกน้อง : หนูคิดว่าหนูต้องปลุกลูกเช้าขึ้น และออกจากบ้านเช้าขึ้น 1 ช.ม. ค่ะ

หัวหน้า : พี่เห็นด้วยนะ หรืออยากขยับไปอยู่กะบ่าย จะได้มีเวลาไปส่งลูกช่วงเช้าก็บอกพี่ได้นะ

ลูกน้อง : หนูว่าหนูอยู่กะเช้า ปลุกลูกเช้าขึ้นแล้วไปส่งเขาดีกว่าค่ะ แล้วถ้าหนูลองวิธีนี้แล้ว ลูกหนูงอแงมาก หนูค่อยขอพี่เข้าบ่ายแทนค่ะ

หัวหน้า : ดีเลยจ้ะ ลองดูนะ ติดขัดอะไรก็บอกพี่ได้ จะได้ช่วยกันทำให้ทั้งงานและครอบครัวราบรื่นจ้ะ

 

อ่านหลักการและเทคนิคในการให้ฟีดแบคอย่างสร้างสรรค์แล้วลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ สิ่งสำคัญ คือ ให้ด้วยใจที่ปรารถนาดี มีคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจง และให้ผู้รับฟีดแบคมีส่วนร่วมในการสนทนา (หรือเราใช้คำถามร่วมด้วยนั่นเองค่ะ) 

 

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการเรียนรู้และการนำไปฝึกใช้นะคะ 

อ.ก้อย

 

หลักสูตรในองค์กรที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรทักษะการโค้ช การเป็นพี่เลี้ยง และการให้ฟีดแบค เพื่อพัฒนาทีมงาน

อาจารย์ เภสัชกรหญิง ธันยพร จารุไพศาล (อ.ก้อย)

โค้ชและวิทยากรด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

(Performance coach and trainer)

 

E-mail: tunyaponj@gmail.com

line ID: koytunyapon

Tel: 082-415-1462 (โทรกลับเฉพาะเบอร์มือถือนะคะ)

Visitors: 127,679